ไหมย้อมสีธรรมชาติภูมิปัญญาสีธรรมชาติ พัฒนาผ้าไหมเพื่อการค้า


      จากภูมิปัญญาพัฒนาผ้าไหมสีธรรมชาติเพื่อการค้า
  การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติโดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นภูมิปัญญาที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาจวบจน
ปัจจุบัน ผ้าไหมสีธรรมชาติมักมีสีนุ่มนวล บางผืนย้อมด้วยวัสดุที่เป็นสมุนไพรจึงเป็นผลดีต่อสุขภาพ
อย่างไรก็ตามสีธรรมชาติบางสีซีดจางง่าย สีเปลี่ยนเมื่อนำไปซักและอาจมีสีตกได้ ในการย้อมแต่ละครั้ง
ต้องใช้วัสดุปริมาณมาก ดังนั้นการผลิตผ้าย้อมสีธรรมชาติเพื่อการค้าจึงควรเลือกใช้วัสดุ หรือพืชให้สีที่
หาได้ง่าย เมื่อย้อมแล้วให้สีที่คงทนต่อแสงและการซักดีผ่านเกณฑ์มาตรฐาน สีไม่ตกและไม่ซีดง่าย
เพราะผู้ชื้อไม่สามารถย้อมทับได้ เมื่อสีเปลี่ยนจากผลการวิจัยพบวัสดุธรรมชาติและพืชลายชนิดย้อม
ไหมได้สีคุณภาพระดับดี เหมาะสำหรับใช้สีย้อมผลิตผ้าไหมเพื่อการค้าได้
   ครั่ง เป็นแมลงที่มีสีแดง มักสร้างรังบนต้นจามจุรี หรือฉำฉา ใช้เป็นวัสดุย้อมไหมและฝ้ายตั้งแต่อดีต
จนถึงปัจจุบัน ย้อมไหมได้สีแดง ถึงสีชมพู สีคงทนต่อแสงและการซักดีมากยังมีพันธุ์ไม่ในท้องถิ่นที่
ย้อมไหมได้สีชมพูอมแดง หรือ แดงอมน้ำตาล เช่น เปลือกต้นธนนไชย เปลือกต้นนนทรี เป็นต้น
   แก้ว หรือ ตะไหลแก้ว แก้วพริก จ๊าพริก แก้วขาว แก้วขี้ไก่ เขี้ยวขี้ควาย ใช้ใบสดย้อมไหมได้สีเขียวอ่อน
อมเหลือง สีคงทนต่อแสงและการซักดีถึงปานกลางใบสดของต้นหูกวาง ใช้ย้อมไหมได้โทนสีเขียว
เช่นกัน
   ดาวเรือง หรือ คำปูจู้หลวง (ภาคเหนือ) หรือพอทู ในภาษา กระเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน กลีบดอกใช้ย้อม
ไหมได้สีเหลืองทอง สีมีความคงทนต่อแสงและการซักดีและดีปานกลาง พืชอื่นที่ใช้ย้อมแล้วได้โทนสี
เหลืองคุณภาพดี เช่น เปลือกต้นเพกา ใบสมอไทย ใบยูคาลิปตัส ใบยอบ้าน ใบขี้เหล็กบ้าน เป็นต้น
   ราชพฤกษ์ คูน ชัยพฤกษ์ หรือ เรียกลมแล้ง (ภาคเหนือ) ลักเคย ลักเกลือ (ภาคใต้) นิยมใช้ฝักในการย้อม
ไหมฝักสดย้อมได้สีม่วงอมน้ำตาลส่วนฝักแก่ย้อมได้สีน้ำตาล สีคงทนต่อแสงและการซักระดับดี ผลอื่น
ในท้องถิ่นที่นำมาใช้ย้อมไหมได้โทนสีม่วง ได้แก่ เหง้ากล้วย ผลคนทามักโคลน ย้อมไหมได้ สีม่วงอม
เทา
   มะเกลือ หรือ มะเกือ มักเกลือ (เขมร-ตราด) ผีเผา (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ผลดิบใช้ย้อมไหมได้สีดำ หรือ
น้ำตาลดำ สีคงทนต่อแสงและการซักระดับดีมากเทคนิคการย้อมไหมให้ได้โทนสีดำ มักใช้การแช่หมัก
เส้นไหมในน้ำโคลนหลังการย้อมด้วยน้ำสกัดจากพืชอื่น เช่น หมักโคลน เส้นไหมที่ย้อมด้วยผลกระบก
เปลือกเงาะโรงเรียน เป็นต้น
การย้อมไหมให้ได้โทนสีน้ำตาล นิยมย้อมด้วยสีสกัดจากเปลือกไม้ เช่น เปลือกต้นสมอไทย เปลือกต้น
ประดู่ เปลือกต้นยูคาลิปตัส
   ขั้นตอน วิธีสกัดสีและย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ
การย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ ทั่วไปมีขั้นตอนง่ายๆ เริ่มจากสกัดสี น้ำที่สกัดได้นำไปย้อมเส้นไหมที่
ลอกกาวแล้ว
   การสกัดสีจากเปลือกไม้: สับเปลือกไม้เป็นชิ้นเล็กๆ แช่น้ำ 1 คืน แล้วนำมาต้มเคี่ยว 1-2 ชั่วโมง กรอง
กากทิ้ง อัตราเปลือกสด: ไหม = 6:1 หรือ อัตราเปลือกแห้ง: ไหม = 2:1
   การสกัดสีจากใบหรือดอก: นึ่งใบหรือทอด้วย ไอน้ำ 5-10 นาที แล้วแช่น้ำเย็น 10-15 นาที จากนั้นตาม
ด้วยไฟอ่อน ประมาณ 1 ชั่วโมง กรองกากทิ้ง อัตราใบหรือดอกสด: ไหม = 8 ถึง 10:1
   การสกัดสีจากผล: ผลแห้ง ทุบให้แหลก แล้วสกัดน้ำย้อมเช่นเดียวกับวิธีสกัดจากเปลือกไม้ ผลสุกทุบ
หรือโขลกให้นุ่มหรือแหลกก่อนคั้นน้ำหรือต้มเคี่ยวด้วยไฟอ่อน (ขึ้นกับชนิดพืช)
   การย้อมเส้นไหม ด้วยวิธีแช่และนวดเส้นไหมเบาๆในน้ำย้อม ที่อุณหภูมิปกติจนได้สีที่ต้องการ เรียก
ย้อมเย็น หรือย้อมที่อุณหภูมิ 80-85 องศาเซลเซียส นาน 60 นาที เรียก ย้อมร้อน ระหว่างย้อมให้พลิก
กลับเส้นไหมบ่อยๆ เพื่อให้เส้นไหมติดสีสม่ำเสมอ อาจย้อมเย็นก่อน แล้วย้อมร้อนต่อจนครบเวลา 60
นาที จึงนำเส้นไหมขึ้นและล้างในน้ำอุ่น 1-2 ครั้ง จากนั้นล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ไม่มีสี กลิ่น
แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจนหมดฟองขั้นตอนสุดท้ายบีบน้ำออกให้เส้นไหมหมาด กระตุกให้เรียงเส้นและ
ผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ปกติ การย้อมไหม 1 กิโลกรัมแบบย้อมเย็น จะใช้น้ำย้อม 20-25 ลิตร ส่วนการย้อม
ร้อน ใช้ 30 ลิตร การแช่เส้นไหมในสารช่วยย้อม เช่น น้ำสารส้ม น้ำต้มใบพืชได้แก่ ใบยูคาลิปตัส ใบ
เหมือด ก่อนหรือหลังการย้อม หรือผสมในน้ำย้อม จะช่วยให้สีที่ย้อมติดคงทนดีขึ้น

ที่มา: ศูนย์วิจัยหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ ฯ อุดรธานี