เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมระดับครัวเรือน


      หม่อน
   การผลิตรังไหมและเส้นไหมของเกษตรกรในระดับครัวเรือน จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยหลายๆด้าน หม่อนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจากเป็นพืชอาหารชนิดเดียวของไหม ใบหม่อน
ต้องมีคุณภาพและปริมาณเพียงพอ เหมาะสมแก่หนอนไหมแต่ละวัย ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้
1. แหล่งปลูก
1.1 สภาพพื้นที่
* พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง
* ความลาดเอียงไม่ควรเกิน 30 เปอร์เซ็นต์
* ห่างไกลจากแหล่งลมพิษ
1.2 ลักษณะดิน
* ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถระบายน้ำได้
* ความเป็นกรดด่างของดินระหว่าง 5.5-6.5
1.3 สภาพภูมิอากาศ
* อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 20-40 องศาเซลเซียส
* ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 800 มิลลิเมตรต่อปี การกระจายตัวของฝนดี
1.4 แหล่งน้ำ
* มีน้ำเพียงพอสำหรับแปลงหม่อน
2. พันธุ์ หม่อนพันธุ์ดีเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญซึ่งสามารถเพิ่มคุณภาพและปริมาณใบหม่อนต่อ
หน่วยพื้นที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในระดับครัวเรือน ปัจจุบันพันธุ์หม่อนที่แนะ
นำและส่งเสริมให้ปลูก มีดังนี้
2.1 พันธุ์นครราชสีมา 60
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 3,600 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนทานต่อโรคราแป้ง
การขยายพันธุ์ : ติดตาหรือปักชำด้วยท่อนพันธุ์หม่อนจากกิ่งหม่อนอายุ 8 เดือน ชุบฮอร์โมนเร่ง
ราก (NAA) อัตรา 1,000 ppm.
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.2 พันธุ์บุรีรัมย์ 60
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 4,328 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนทานต่อโรคใบด่าง
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่ แต่เหมาะสมในพื้นที่เขตชลประทานหรือมีระบบ
การให้น้ำ
2.3 พันธุ์บุรีรัมย์ 51
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 1,960 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนทานต่อโรคใบด่างปานกลาง ทนแล้ง
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.4 พันธุ์ศรีสะเกษ 33
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนทานต่อโรคใบด่าง ใบร่วงช้า
การขยายพันธุ์ : ติดตาหรือปักชำด้วยท่อนพันธุ์หม่อนจากกิ่งหม่อนอายุ 8 เดือน ชุบฮอร์โมน
เร่งราก (NAA) อัตรา 1,000ppm.
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.5 พันธุ์สกลนคร
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนแล้งและโรครากเน่าได้ดีกว่าพันธุ์บุรีรัมย์ 60
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.6 พันธุ์หม่อนน้อย
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 1,750 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ใบอ่อนนุ่มเหมาะสมหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อน
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.7 พันธุ์คุณไพ
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนแล้ง ทนทานต่อโรครากเน่า และตอบสนองปุ๋ยสูง
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
3. การปลูก
3.1 การวางแผนการปลูกหม่อนเพื่อให้สอดคล้องกับการเลี้ยงไหม
* หม่อน 1 ไร่ เลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน 5-6 แผ่นต่อปี และไหมพันธุ์ไทยลูกผสมได้
4-5 แผ่นต่อปี (ไข่ไหม 1 แผ่น มีประมาณ20,000 + 400 ฟอง)
* แปลงหม่อนในพื้นที่ลาดเอียงควรปลูกในแนวเส้นระดับ ลักษณะเป็นเป็นขั้นบันได
3.2 การเตรียมพื้นที่
* ไถ่ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน แล้วไถ่พรวน และปรับสภาพพื้นที่ให้
เหมาะสมกับการปลูกหม่อน
* รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก)อัตรา 1,000-3,000 กิโลกรัมต่อไร่
ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
3.3 ระยะการปลูก
* ระยะปลูกที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับการใช้เครื่องทุ่นแรงมาปฏิบัติงาน
ชนิด/ขนาดเครื่องทุ่นแรง ระยะระหว่างแถว(เมตร)ระยะระหว่างต้น(เมตร) จำนวนต้น/ไร่
1. เครื่องมือขนาดเล็ก 2.0 0.75 1,066
2. ใช้แรงคนและสัตว์ 1.5 0.75 1,422
3.4 วิธีปลูก ปลูกได้ 2 ลักษณะ คือ ท่อนพันธุ์ และกิ่งชำ
* การเตรียมท่อนพันธุ์ นำกิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน ที่ปราศจากโรคและแมลง ตัดเป็น
ท่อน และละท่อนมีตา 4-5 ตา หรือความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ส่วนปลาย
ของท่อนพันธุ์ที่ปักลงในดินให้ตัดเฉียงเป็นปากฉลาม (45 องศา)
* การเตรียมกิ่งชำ ทำได้ 2 ลักษณะคือ ชำไว้ในแปลงเพาะชำ และชำไว้ในถุงชำ เมื่อกิ่ง
ชำมีอายุ 4 เดือนขึ้นไป ย้ายลงปลูกในแปลง ก่อนปลูกควรมีการตัดแต่งรากและกิ่งที่แตกใหม่
ให้เหลือประมาณ 20 เซนติเมตร
* การปลูก
1) ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ ปักตรงลึกลงในดิน 3/4 ของท่อนพันธ์ หลุมละ 2 ท่อน
หรือปลูกด้วยกิ่งชำ หลุมละ 1 ต้น
2) ในพื้นที่ที่ไม่สามารถให้น้ำได้ ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
4. การดุแลรักษา
4.1 การใส่ปุ๋ย
* ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างน้อย 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี หลังจากการตัดต่ำ โดยการ
หว่านหรือใส่ในร่องระหว่างแถว แล้วพรวนกลบ
* ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งเท่าๆกันหลัง
การตัดแต่ง แล้วพรวนกลบ
4.2 การปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน
* หว่านปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ ในอัตรา 150-200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี หลังตัด
ต่ำ
4.3 การรักษาความชื้นในดิน
* ในกรณีที่มีแหล่งน้ำ ควรให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพและชนิดของดิน
* กรณีที่ไม่มีแหล่งน้ำ เมื่อหมดฝนแล้ว ควรไถพรวนหน้าเดิน แล้วคลุมด้วยวัสดุ
คลุมดิน เช่น ฟางข้าว เศษวัชพืช วัสดุคลุมดินอื่นๆ
4.4 การกำจัดวัชพืช
* ปลูกพืชคลุมดิน และหรือ ใช้วัสดุคลุมดิน
* ใช้สารเคมี ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง หลังจากการตัดแต่งหม่อน
4.5 การตัดแต่งหม่อน
* การตัดแต่งในปีแรก หม่อนต้องมีอายุอย่างน้อย 6 เดือน ในปีที่ 2 เป็นต้นไป ให้
มีการตัดแต่ง ปีละ 2 ครั้ง ดังนี้
1) การตัดต่ำ มีการตัดปีละครั้ง ควรตัดในช่วงเดือนมีนาคม โดยตัดให้ต้นตอสูงจากพื้นดิน
25-30 เซนติเมตร ในปีต่อๆไป ตัดเหนือรอยตัดเดิม 1-2 เซนติเมตร หลังจากตัดต่ำประ
มาณ 60-75 วัน เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหมได้
2) การตัดกลาง ตัดสูงจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร ช่วงเดือนสิงหาคม ถึงกันยายน หรือ
ปลายฤดูฝน
4.6 การเก็บเกี่ยวใบหม่อนทำได้ ดังนี้
การเก็บใบ สามารถทำได้ หลังจากตัดต่ำแล้ว 60-75 วัน เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหมได้
โดยให้เหลือใบส่วนยอดไว้ 4-5 ใบ สามารถเก็บเกี่ยวไปเลี้ยงไหมได้ 3 รุ่น จึงตัดกลาง
หลังจากตัดกลางประมาณ 60 วัน สามารถเก็บเกี่ยวใบเลี้ยงไหมรุ่นที่ 4 อีก 40-45 วัน เก็บ
ใบไปเลี้ยงไหมรุ่นที่ 5 และอีก 40-45 วันเก็บเกี่ยวใบไปเลี้ยงไหมรุ่นที่ 6
5. โรค แมลงศัตรูหม่อน และการป้องกันกำจัด
โรคหม่อนที่สำคัญมีหลายชนิดที่ทำลาย กิ่ง ใบ ลำต้น และราก ซึ่งจะทำให้ผลผลิตใบลดลง
หากโรคระบาดรุนแรง หม่อนจะตายทั้งต้น โรคที่พบระบาดรุนแรง จะพบระบาดในช่วงฤดู
กาลต่างๆกันมีดังนี้
5.1 โรคหม่อนที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
      โรครากเน่า (Root Rot)
   สาเหตุ ยังไม่ทราบเชื้อสาเหตุ
ช่วงเวลาระบาด ตลอดปี ละระบาดรุนแรงในฤดูฝน
อาการของโรค ใบเหี่ยวจากยอดลงมาคล้ายถูกน้ำร้อนลวกรากเปื่อยเน่าสีน้ำตาลปนดำ
การป้องกันกำจัด
* ปลูกหม่อนพันธุ์ที่ทนทานโรครากเน่า เช่น สกลนคร หม่อนไผ่ ละคุณไพ ในเขตพื้นที่ที่มีการ
ระบาดกรณีที่เกษตรกร ต้องการเพิ่มผลผลิตให้ติดตาหม่อนพันธุ์ดี เช่น นครราชสีมา 60
บุรีรัมย์ 60
      โรคราสนิม (RED Rust)
   สาเหตุ เชื้อรา Aecidium mori
ช่วงเวลาระบาด ปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาวที่มีอากาศเย็นและชื้น
อาการของโรค เป็นแผลรูปวงกลมหรือรูปไข่บริเวณผิวด้านล่างของใบหม่อน ถ้าระบาดรุนแรงใบจะมีสี
เหลืองและร่วงหล่น
การป้องกันกำจัด
* ช่วงที่มีการระบาดรุนแรงตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง
* ในพื้นที่ที่มีการระบาดควรปลูกหม่อนให้มีระยะปลูกห่างมากกว่าปกติหรือใช้
พันธุ์หม่อนที่ทนทานได้แก่ พันธุ์คุณไพ
      โรคใบด่าง (Mosaic)
   สาเหตุ เชื้อไวรัส Fig mosaic virus (FMV)
ช่วงเวลาระบาด ตลอดปี
อาการของโรค ใบมีลักษณะด่างและบิดเบี้ยว
การป้องกันกำจัด
* ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค
* ทำลายต้นหม่อนที่แสดงอาการของโรคใบด่าง
* ปลูกพันธุ์หม่อนที่ทนทานโรคใบด่าง เช่น พันธุ์บุรีรัมย์ 60,ศรีสะเกษ 33
* กำจัดแมลงที่เป็นพาหะของโรคใบด่าง เช่น เพลี้ยอ่อน
* ควรทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคเครื่องมือตัดแต่งกิ่ง
      โรคไหม้(Bacterial Blight)
   สาเหตุ : เชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas mori
ช่วงเวลาระบาด : ฤดูฝน
อาการของโรค : ใบที่เป็นโรคเป็นจุดสีเทาเล็กๆฉ่ำน้ำและขยายเป็นแผลสีเหลืองปนน้ำตาลใบจะเหลือง
แห้งร่วงหล่น ถ้าเกิดบนกิ่งจะเป็นรอยแผลสีน้ำตาลปนดำ เมื่อมีอาการรุนแรงกิ่งจะหัก เกิดรอยจุดเป็น
ขุยสีน้ำตาล
การป้องกันกำจัด
* ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง ทำให้การถ่ายเทอากาศดี และแสงแดดส่องถึง
* เก็บใบและกิ่งที่เป็นโรค เผาทำลาย
      โรคราแป้ง (Powdery Mildew)
   สาเหตุ เชื้อรา Phyllactinia corylea (Pers)Karst.
ช่วงเวลาระบาด ปลายฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาวที่มีอากาศชื้น
อาการของโรค เป็นผงสีขาวคล้ายแป้งอยู่ใต้ใบ ต่อมาจะกลายเป็นจุดสีเหลือง และสีน้ำตาลใบร่วง
การป้องกันกำจัด
* ปลูกหม่อนที่ทนทาน ได้แก่ พันธุ์นครราชสีมา 60
แมลงศัตรูหม่อนที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
เพลี้ยไฟ (Thrips)
ช่วงเวลาระบาด ช่วงหน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วง
ลักษณะการทำลาย ดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใบอ่อน ทำให้ใบหยาบกร้าน ขอบใบม้วนขึ้นบน
การป้องกันกำจัด
* ระยะฝนทิ้งช่วงควรใช้น้ำฉีดพ่นบริเวณใต้ใบเพื่อให้ตัวอ่อนหล่นออกจากใบ จะลด
ความเสียหายได้มาก
* ใช้ใบกระเพราหรือใบโหรพา น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำ 1 ปี๊บ
(20 ลิตร) หมักทิ้งไว้ 1คืน กรองเอากากออก นำน้ำหมักฉีดพ่นในแปลงหม่อน
* ปลูกหม่อนที่ทนทาน เช่น พันธุ์นครราชสีมา 60 และพันธุ์ศรีสะเกษ 33
* ใช้ด้วงเต่าลายทำลายตัวอ่อนของเพลี้ยไฟ
      แมลงหวี่ขาว (White Fly)
   ช่วงเวลาระบาด ช่วงหน้าแล้ง
ลักษณะการทำลาย ดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบอ่อน ทำให้ใบสีเหลืองซีด และขับถ่ายน้ำหวานออกมาซึ่งเป็น
อาหารของเชื้อรา ทำให้ใบแก่มีสีดำ
การป้องกันกำจัด
* ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองขนาด 30x30 ตารางเซนติเมตร นำไปปักไว้ระหว่างแถว
หม่อน ระยะห่าง 5-10 เมตร สูงเท่าระดับยอดหม่อน
* ใช้ใบกระเพราหรือใบโหระพา น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำ 1 ปี๊บ
(20ลิตร) หมักทิ้งไว้ 1 คืน กรองเอากากออก นำน้ำหมักไปฉีดพ่นในแปลงหม่อน
      ด้วงเจาะลำต้นหม่อน (Stem Borer)
   ช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน
ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยกัดกินและวางไข่ที่กิ่งหม่อนเมื่อไข่ฟักตัวเป็นตัวหนอนจะกินเนื้อไม้
ภายในลำต้น สักเกตได้จากขุยของเนื้อไม้บริเวณโคนต้น
การป้องกันกำจัด
* ตรวจดูแปลงหม่อนที่มีการระบาด ถ้าพบไข่ใช้ไม้แหลมทำลาย
* ในช่วงที่เป็นตัวหนอนออยู่ในลำต้นให้ใช้น้ำเกลือฉีดเข้าไปในรูที่หนอนเจาะทำลาย
* ทำลายตัวเต็มวัย
      เพลี้ยแป้ง (Mealy Bug)
   ช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน
ลักษณะการทำลาย ดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนยอดและเส้นใบทำให้ใบหยิกงอและแคระแกร็น
การป้องกันกำจัด
* ตัดกิ่งที่มีเพลี้ยแป้งเผาทำลาย
      ปลวก (Termiters)
   ช่วงเวลาระบาด ตลอดปี
ลักษณะการทำลาย กัดกินเนื้อไม้และราก
การป้องกันกำจัด
* ทำลายรังปลวกและใช้สารเคมีกำจัดปลวก ในระยะการเตรียมดินก่อนปลูกหม่อน
      หอยทาก (Snail)
   ช่วงเวลาระบาด ฤดูฝน
ลักษณะการทำลาย กัดกินใบอ่อนและตาที่แตกใหม่
การป้องกันกำจัด
* เก็บทำลาย โรคปูนขาว หรือใช้เหยื่อพิษ เช่น เมทัลดีไฮด์
      ไหม
1. แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหม
1.1 สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงไหม อุณหภูมิไม่ควรสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส
ความชื้นสัมพัทธ์ 70-90 เปอร์เซ็นต์
1.2 โรงเลี้ยงไหมต้องห่างไกลจากแหล่งที่ทำให้เกิดมลพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม
2. สถานที่เลี้ยงไหม
2.1 โรงเลี้ยงไหม
1) สร้างในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตกและปลูกต้นไม้ยืนต้นรอบๆ เพื่อลดอุณหภูมิ
2) มีการถ่ายเทอากาศดี
3) สะดวกต่อการทำความสะอาด และการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูไหม
2.2 ห้องเลี้ยงไหมภายในบ้าน
1) แบ่งพื้นที่การเลี้ยงไหมให้เป็นสัดส่วนโดยหลีกเลี่ยงจากมลพิษภายในบ้านเช่น ครันไฟ
ครันบุหรี่
2) สะดวกต่อการทำความสะอาด และสามารถป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูไหมได้
3) มีการถ่ายเทอากาศได้ดี
3. วัสดุ อุปกรณ์การเลี้ยงไหม
วัสดุและอุปกรณ์การเลี้ยงไหมที่จำเป็นสำหรับเลี้ยงไหมจากไข่ไหม 1 แผ่น ดังนี้
* ชั้นเลี้ยงไหม ขนาดพื้นที่ 12-16 ตารางเมตร 1 ชุด หรือ
กระด้งไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 75 เซนติเมตร 35-40 ใบ
* อุปกรณ์วัดอุณหภูมิความชื้น 1ชุด
* มีดและเขียง(สำหรับการเลี้ยงไหมโดยเฉพาะ) 1ชุด
* กรรไกรตัดกิ่ง 1ด้าม
* ตะแกรงร่อนแป้ง(ชนิดที่มีตาถี่) 1ใบ
* ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยอ่อน 10ผืน
(ขนาดช่องตาข่าย 1 x 1 ซม.)ขนาด 100ซม. x 80 ซม.
* ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยแก่ 30ผืน
(ขนาดช่องตาข่าย 3 x 3ซม.) ขนาด100 ซม.x 80 ซม.
* จ่อลวด 50 อัน หรือ จ่อกระด้ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 เมตร 20 ใบ
* ตะกร้าเก็บใบหม่อน 2ใบ
* เข่งใส่ใบหม่อน (สำหรับการเลี้ยงไหม) 2ใบ
* กะละมังใส่ใบหม่อนสำหรับเลี้ยงไหม 2ใบ
* ขนไก่หรือขนเป็ด 2อัน
* รองเท้าแตะ (สำหรับการเลี้ยงไหม) 1-2คู่
* ผ้าคลุมใบหม่อน 2ผืน
* ตะเกียบไม้ไผ่ 2คู่
* ปูนขาวชนิดผงละเอียด 2-3 กิดลกรัม
* หรือแกลบเผา 50ลิตร
* สารเคมีพาราฟอร์มีไฮด์ 3 เปอร์เซ็นต์ ป้องกันโรคไหม 1กิโลกรัม
* ผ้าปิดจมูก 1ผืน
* ถังน้ำมีฝาปิด ขนาด 5 ลิตร สำหรับใส่หนอนไหมผิดปกติ1ถัง
* กระดาษรองกระด้ง 40แผ่น
* กระดาษสำหรับรองจ่อ 50แผ่น
* ผงซักฟอก 1กิโลกรัม
* สบู่ล้างมือ 1ก้อน
* น้ำคลอรีน 0.6 เปอร์เซ็นต์ (คลอรีนผง 60 เปอร์เซ็นต์ 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร)
หรือ น้ำปูนใส (ปูนขาว 0.5-2.0 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร) ใช้ฉีดพ่นอัตรา 1 ลิตร /
ตารางเมตร
หมายเหตุ * ใช้แยกสำหรับการเลี้ยงไหมโดยเฉพาะ
**จะต้องมีจำนวนเพิ่มเติมถ้ามีการเลี้ยงมากขึ้น
4. พันธุ์ไหม
สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
แนะนำและส่งเสริมพันธุ์ไหมให้เกษตรกรเลี้ยง ดังนี้
4.1พันธุ์ไหมไทยพื้นบ้าน
4.1.1 พันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ -1
อายุหนอนไหม : 20 วัน
ลักษณะรังไหม : สีเหลือง หัวป้าน – ท้ายแหลม
เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง : 13 เปอร์เซ็นต์
ผลผลิตต่อแผ่น : 10-12 กิโลกรัม
ลักษณะเด่น : เส้นไหมมีสีเหลืองเข้ม
4.1.2) พันธุ์นางน้อยสกลนคร
อายุหนอนไหม : 18-19 วัน
ลักษณะรังไหม : หัวป้าน – ท้ายแหลม
เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง : 12-13 เปอร์เซ็นต์
ผลผลิตต่อแผ่น : 15-20 กิโลกรัม
ลักษณะเด่น : แยกเพศได้ในระยะหนอนไหม
4.1.3) พันธุ์สำโรง (สุรินทร์)
อายุหนอนไหม : 23 วัน
ลักษณะรังไหม : สีเหลืองหัวป้าน – ท้ายแหลม
เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง : 11 เปอร์เซ็นต์
ผลผลิตต่อแผ่น : 9 กิโลกรัม
ลักษณะเด่น : หนอนมีสีขาวปลอด
4.1.4) พันธุ์นางลาย
อายุหนอนไหม : 23 วัน
ลักษณะรังไหม : สีเหลือง หัวป้าน – ท้ายแหลม
เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง : 12 เปอร์เซ็นต์
ผลผลิตต่อแผ่น : 11 กิโลกรัม
ลักษณะเด่น : หนอนไหมมีลายสีขาว-ดำสลับกันตลอดลำตัว
4.1.5) พันธุ์พื้นบ้านอื่น ๆ ที่เกษตรกรเลี้ยง เช่น นางตุ่ย นางสิ่ว นางเขียว นางเหลือง
4.2 พันธุ์ไหมไทยลูกผสม
4.2.1) พันธุ์อุบลราชธานี 60-35 (ดอกบัว)
อายุหนอนไหม : 18 วัน
ลักษณะรังไหม : รังเหลือง หัว – ท้ายป้าน ค่อนข้างกลม
เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง : 16 เปอร์เซ็นต์
ผลผลิตต่อแผ่น : 13-18 กิโลกรัม
ลักษณะเด่น : ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองที่เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์
4.2.2) พันธุ์อุดรธานี
อายุหนอนไหม : 19 วัน
ลักษณะรังไหม : สีเหลือง ยาวรี
เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง : 17 เปอร์เซ็นต์
ผลผลิตต่อแผ่น : 16-17 กิโลกรัม
ลักษณะเด่น : ทนทานโรคแกรสเซอรี่
4.2.3) พันธุ์สกลนคร 1
อายุหนอนไหม : 19 วัน
ลักษณะรังไหม : สีเหลือง ยาวรี
เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง : 16 เปอร์เซ็นต์
ผลผลิตต่อแผ่น : 21 กิโลกรัม
ลักษณะเด่น :
* แยกเพศได้ในระยะหนอนไหม
* แข็งแรงเลี้ยงได้ตลอดปี
4.2.4) พันธุ์สกลนคร 2
อายุหนอนไหม : 19 วัน
ลักษณะรังไหม : สีเหลือง รูปร่างคล้ายถั่วลิสง
เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง : 17 เปอร์เซ็นต์
ผลผลิตต่อแผ่น : 25-30 กิโลกรัม
ลักษณะเด่น :
* ทนทานโรคแกรสเซอรี่
* แยกเพศได้ในระยะหนอนไหม
4.3 การจองและรับไข่ไหมของเกษตรกร
1. การสั่งจองไข่ไหม ควรทำแผนการเลี้ยงไหมตลอดปีกับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โดย
แจ้งชื่อผู้เลี้ยงไหมพร้อมที่อยู่ วัน เดือน ปี ที่เลี้ยงแต่ละรุ่น และจำนวนไข่ไหม ส่งให้ทราบล่วง
หน้าต้นปีงบประมาณ (เดือนตุลาคม)
2. ยืนยันความต้องการไข่ไหมทุกรุ่น โดยแจ้งก่อนการเลี้ยงไหมอย่างน้อย 20 วัน
3. การรับไข่ไหม ควรตรงเวลาและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด
4. การขนส่ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเช้าหรือเย็น
5. ปฏิบัติตามระเบียบในการจำหน่ายจ่ายแจกพันธุ์ของสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระ
เกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์
5. วิธีการเลี้ยงไหม
5.1 การเตรียมการเลี้ยงไหม
1) เตรียมสวนหม่อนสำหรับการเลี้ยงไหมในระดับครัวเรือนจะต้องใช้ใบหม่อนในการ
เลี้ยงจนถึงไหมทำรัง ประมาณ 200-300 กิโลกรัมต่อแผ่น สำหรับไหมพันธุ์ไทยพื้น
บ้าน และประมาณ 350-400 กิโลกรัมต่อแผ่น สำหรับไหมพันธุ์ไทยลูกผสม
2) ทำความสะอาดโรงเลี้ยงและอุปกรณ์ต่างๆโดยการล้างทำความสะอาด และแช่อุปกรณ์
ในน้ำคลอรีนหรือน้ำปูนใส แล้วนำไปผึ่งแดด
3) เตรียมแกลบเผาหรือปูนขาว สำหรับโรยตัวไหมนอน เพื่อลดความชื้น
4) เตรียมภาชนะใส่เศษใบหม่อนและมูลไหม
5.2 การเลี้ยงไหม
5.2.1 การเลี้ยงไหมแรกฟัก
1) เปิดห่อกระดาษดำหรือผ้าดำ ให้ไข่ไหมได้รับแสงสว่างเวลา 05.00-10.00 น.
ไข่ไหมจะฟักออกเป็นตัวทั้งหมด
2) เปิดกระดาษห่อไข่ไหม โรยสารโรยตัวไหมประมาณ 1 กรัมต่อตารางฟุต ทิ้ง
ไว้10-15 นาที เพื่อป้องกันโรคไหม
3) โรยใบหม่อนสำหรับไหมแรกฟักที่หั่นเตรียมไว้ประมาณ 30-40 กรัมต่อแผ่น
แล้วทิ้งไว้ 15-30 นาที
4) คว่ำแผ่นไข่ไหมและเคาะแผ่นไข่ไหมเบาๆให้หนอนไหมตกลงตรงกระดาษ
รองเลี้ยงไหม แล้วใช้ขนไก่ปัดรวมเป็นกอง ใช้ตะเกียบคีบกระจายตัวหนอน
ไหมให้มีขนาดพื้นที่ 1.5-2.0 เท่าของแผ่นไข่ไหม
5) โรยใบหม่อนที่หั่นขนาด 0.5x0.5 เซนติเมตร ประมาณ 60-80 กรัม ให้สม่ำ
เสมอ
6) ใช้วัสดุรักษาความชื้น เช่น กาบกล้วย วางรอบพื้นที่เลี้ยงไหม
7) ใช้วัสดุ เช่น ใบตองหรือกระดาษ คลุมภาชนะเลี้ยงไหม
5.2.2 การเลี้ยงไหมวัย (1-5)
วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(จำนวนกระด้ง) ปริมาณ
อาหารต่อวัย
(กิโลกรัม)
1 (27-29C, 80-90%) 1 10.0 น. -เลี้ยงไหมแรกฟักจัดพื้นที่เลี้ยงไหม 1 0.16
16.0 น. -กระจายตัวไหม 2 06.0 น. -ขยายพื้นที่เลี้ยงไหม 1 11.0 น. - กระจ่ายตัวไหม วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(จำนวนกระด้ง) ปริมาณ
อาหารต่อวัย
(กิโลกรัม)
1 (27-29 C, 80-90%) 2 16.00น. -กระจ่ายตัวไหม 1 0.16
3 06.00น. -โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล 1 11.00 น. _ _ 16.00น. -ยกตาข่าย ขยายพื้นที่ให้เหมาะสมกับนาด 4 06.00น. -โรยปูนขาว ไหมนอน 1 คัดหนอนไหมไม่สมบูรณ์ทิ้งเปิดวัสดุคลุมกระด้ง 1 11.00น. -ไหมนอน 16.00น. -ไหมนอน 2 (27-29 C, 80-90%) 5 06.00น. -ไหมตื่นโรยสารโรยตัวไหมวางตาข่ายถ่ายมูล 2 0.74
11.00น. 16.00น. -ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 2 กระด้ง -กระจายตัวไหม วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(จำนวนกระด้ง) ปริมาณ
อาหารต่อวัย
(กิโลกรัม)
2 (27-29 C, 80-90%) 6 06.00น. -ขยายพื้นที่เลี้ยงไหม 3กระด้ง 3 0.74
11.00น. -โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล 16.00น. -ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 3 กระด้ง 7 06.00น. -โรยปูนขาว ไหมนอน 2 คัดหนอนไหมไม่สมบูรณ์ทิ้งเปิดวัสดุคลุมกระด้ง 3 11.00น. -ไหมนอน ลดความชื้น 16.00น. - ไหมนอน ลดความชื้น 3 (27-29 C, 80-90%) 8 06.00น. - ไหมตื่น โรยสารโรยตัวไหมวางตาข่ายถ่ายมูล 4 11.00 น. - ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 4 กระด้ง 3.10
16.00น. -กระจายตัวไหม 9 06.00น. -ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น5กระด้ง 5 11.00 น. -กระจายตัวไหม 16.00น. -กระจายตัวไหม วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(จำนวนกระด้ง) ปริมาณ
อาหารต่อวัย
(กิโลกรัม)
3 (27-29 C, 80-90%) 10 06.00น. -ขยายพื้นที่เลี้ยงไหม 6 3.10
11.00 น. -โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล 16.00น. -ยกตาข่ายถ่ายมูล และขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 6 กระด้ง 11 06.00น. -โรยปูนขาว ไหมนอน 3 คัดหนอนไหมไม่สมบูรณ์ทิ้งเปิดวัสดุคลุมกระด้ง 6 11.00 น. -ไหมนอน ลดความชื้น 16.00น. -ไหมนอน ลดความชื้น 4 (25-27 C, 70-80%) 12 06.00น. -ไหมตื่นโรยสารโรยตัวไหมวางตาข่ายถ่ายมูล 8 11.00 น. -ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เป็น 8 กระด้ง 16.00น. -กระจายตัวไหม 13 06.00น. -ขยายพื้นที่เลี้ยงไหม 8 11.00 น. -กระจายตัวไหม 16.00น. -กระจายตัวไหม วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(จำนวนกระด้ง) ปริมาณ
อาหารต่อวัย
(กิโลกรัม)
4 (25-27 C, 70-80%) 14 06.00น. -โรยปูนขาววางตาข่ายถ่ายมูล 10 20.0
11.00 น. -ยกตาข่ายถ่ายมูลและขยายพื้นที่เป็น 10 กระด้ง 16.00น. -กระจายตัวไหม 15 06.00น. -โรยปูนขาว ไหมนอน 4คัดหนอนไหม ไม่สมบูรณ์ทิ้ง 10 11.00 น. -ไหมนอน ลดความชื้น 16.00น. -ไหมนอน ลดความชื้น 5 (25-27 C, 70-80%) 16 06.00น. -ไหมนอน ลดความชื้น 14 176.0
11.00 น. -ไหมตื่น โรยสารโรยตัวไหมวางตาข่ายถ่ายมูล 16.00น. -ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 14 กระด้ง 17 06.00น. -ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น16กระด้ง 16 11.00 น. -โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล 16.00น. - วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(จำนวนกระด้ง) ปริมาณ
อาหารต่อวัย
(กิโลกรัม)
5 (25-27 C, 70-80%) 18 06.00น. -ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 18 กระด้ง 18 176.0
11.00 น. -- 16.00น. -โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล 19 06.00น. -ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 20 กระด้ง 20 11.00 น. -- 16.00น. -โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล 20 06.00น. -ยกตาข่ายถ่ายมูล 20 11.00 น. -เก็บไหมสุก 16.00น. -เก็บไหมสุก 5.3 การเก็บและการให้ใบหม่อน การเก็บใบหม่อนเลี้ยงไหมวัยอ่อน ควรเก็บใบหม่อนให้เหมาะสมกับ
วัย ดังนี้
* วัยที่ 1 เก็บใบใต้ยอดลงมาใบที่ 1-3 หรือเด็ดยอด
* วัยที่ 2 เก็บใบต่ำลงมาใบที่ 4-6
* วัยที่ 3 เก็บใบต่ำลงมาใบที่ 7-10 การให้ใบหม่อน
* วัย 1 ให้หม่อนหั่นมีขนาดกว้าง 0.5-1.0 ซม.ความยาว 3-4เท่าของความกว้าง
* วัย 2 ให้หม่อนหั่นกว้าง 1.50-2ซม.
* วัย 3ให้หม่อนหั่นกว้าง2.5-3 ซม. การเลี้ยงไหมวัยแก่ (วัย 4-5)มี 2 วิธี คือ
* เลี้ยงไหมโดยวิธีเก็บใบหม่อนมาเลี้ยงเหมาะสำหรับเลี้ยงไหมในกระด้ง
* เลี้ยงไหมโดยวิธีตัดกิ่งมาเลี้ยงเหมาะสำหรับเลี้ยงแบบชั้น
5.4 เวลาการให้อาหาร ให้อาหารไม่น้อยกว่าวันละ 3 มื้อ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของเกษตรกร
มื้อแรก เวลา 06.00-07.00 น. มื้อที่ 2 เวลา11.00-12.00 น. และมื้อที่ 3 เวลา 16.00-17.00 น.
5.5 พื้นที่เลี้ยงไหม การขยายพื้นที่เลี้ยงไหมให้สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของหนอนไหมนับว่าจำ
เป็นอย่างมาก เนื่องจากหนอนไหมเจริญเติบโตได้เร็ว เกษตรกรควรขยายพื้นที่เลี้ยงทุกวันให้
เหมาะสมกับหนอนไหมแต่ละวัย
5.6 การถ่ายมูลไหม
การเลี้ยงไหมแต่ละวัยในกระด้งมีเศษใบหม่อนเก่าและมูลไหมทับถมททำให้เกิดความชื้นความ
ร้อนและสิ่งหมัก อาจทำให้เกิดการระบาดของโรคไหมได้ง่าย เกษตรกรควรถ่ายมูลไหมทุกวัน
โดยทำช่วงตอนไหมตื่น เมื่อหนอนไหมวัย 5 ให้ถ่ายมูลทุกวัน
5.7 การปฏิบัติในช่วงไหมนอนและไหมตื่น
หนอนไหม ลักษณะ การปฏิบัติ
ไหมนอน -หนอนไหมจะหยุดนิ่งไม่กินอาหาร -ผิวลำต้นเป็นมันและปรากฏรูปสามเหลี่ยมขึ้นบนหัว -ใกล้เวลาไหมตื่นลำตัวจะคล่ำ -คัดเลือกและแยกไหมที่ไม่นอนออกจาก
ไหมนอน
-โรยแกลบเผาหรือปูนขาวลงบนพื้นที่เลี้ยง
ไหมเพื่อลดความชื้น
-จัดพื้นที่เลี้ยงไหมให้ถ่ายเทอากาศได้ดี
ไหมตื่น -ลำตัวย่น -เคลื่อนไหวกินอาหาร -ใช้สารโรยตัวไหมเพื่อป้องกันละกำจัดเชื้อ
โรคบนตัวหนอน
หนอนไหม ลักษณะ การปฏิบัติ
ไหมตื่น -ส่วนหัวจะมีขนาดใหญ่กว่าส่วนลำตัว -วางตาข่ายเพื่อถ่ายมูล
5.8 อุณหภูมิและความชื้นสัมพันธ์ที่เหมาะสมสำหรับหนอนไหมแต่ละวัย ระยะหนอนไหม วัยอ่อน วัยแก่ วัย 1-3 4-5 อุณหภูมิ(C) 27-29 25-27 ความชื้นสัมพันธ์
(%)
80-90
70-80
5.9 ลักษณะหนอนไหมสุก
หลังจากการเลี้ยงวัย 5 แล้วประมาณ 5-7 วัน หนอนไหมโตเต็มที่แล้วจะสุกโดยสังเกตได้ดังนี้
คือ
1) มูลไหมมีขนาดใหญ่กว่าปกติ นิ่ม และมีสีเขียวคล้ายใบหม่อน
2) ไม่กินใบหม่อน
3) ลำตัวเริ่มหดสั้น และโปร่งแสง
4) เคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ส่ายหัวไปมาและไต่หาที่ทำรัง
5) เริ่มพ่นเส้นใย
การเก็บไหมสุก อุปกรณ์ที่ให้ไหมสุกทำรังเรียกว่า “จ่อ” โดยเก็บไหมสุกรวมกันในภาชนะ แล้วนำไป
ใส่ในจ่อ
ปริมาณหนอนไหมต่อจ่อ
จ่อกระด้ง จ่อลวดหรือจ่อพลาสติก ประมาณ ประมาณ 800-1,000 250-350 ตัวต่อจ่อ
ตัวต่อจ่อ
การปฏิบัติขณะไหมทำรัง
1) สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำรัง จะต้องมีอุณหภูมิ ประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ความ
ชื้นสัมพันธ์ ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ในสภาพเช่นนี้จะส่งผลให้การ
สาวเส้นไหมได้ง่ายขึ้น
2) ภายหลังจากไหมทำรังแล้วประมาณ 2 วัน เก็บไหมที่ตายและไม่ทำรังออกจากจ่อรวบรวมนำ
ไปฝังกลบ
3) เก็บกระดาษรองจ่อที่มีมูล และปัสสาวะของหนอนไหม ออกจากจ่อนำไปเผาทำลาย
5.10 วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
1) หลังจากไหมทำรังแล้ว 4-6 วัน เก็บรังไหมออกจากจ่อ
2) คัดแยกรังดี รังเสีย เพื่อนำไปสาวหรือจำหน่าย
3) การเก็บรังไหมเพื่อสาวไหมเอง หากไม่สามารถสาวไหมได้ทันตามกำหนดเวลาให้นำรัง
ไหมไปอบแห้ง
4) การรวบรวมรังไหมเพื่อจำหน่าย ต้องบรรจุในภาชนะที่มีการระบายอากาศได้ดี เช่น ถุงผ้า
หรือถุงไนล่อน ขนาด 40x80 เซนติเมตร น้ำหนักบรรจุประมาณ 10-15 กิโลกรัม
6. โรคไหม-แมลงศัตรูไหมและการป้องกันกำจัด
6.1 โรคไหม
สาเหตุการเกิดโรคไหม
1) เกิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตหรือเกิดจากสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของไหม เช่น
อุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง ความเป็นพิษอันเนื่องมาจากสารเคมี
2) เกิดจากสิ่งมีชีวิตหรือเกิดจากเชื้อต่างๆที่เป็นสาเหตุของโรค เช่น เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย โปร
โตซัว เป็นต้น
โรคเพบริน (ตัวหด)
สาเหตุ เชื้อโปรโตซัว
การติดต่อ ทางปาก ทางไข่
ลักษณะอาการ
* เจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ
* นอนช้ากว่าปกติ
* ลำตัวหดสั้น แคระแกร็น
การป้องกันกำจัด
* รับไข่ไหมที่ปลอดโรคจากหน่วยงานราชการ และแหล่งผลิตที่เชื้อถือได้
โรคแกรสเชอรี่ (เต้อ, ตัวเหลือง)
สาเหตุ เชื้อไวรัส Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV)
การติดต่อ ทางปาก ทางผิวหนังผ่านทางบาดแผล
ลักษณะอาการ
* ผิวหนังมันวาว
* ลำตัวบวม แตดง่าย
* หนอนไหมไต่ออกนอกกระด้ง
การป้องกันกำจัด
* อบโรงเลี้ยงไหมด้วยคลอรีน 0.6 เปอร์เซ็นต์
* เก็บหนอนไหมที่เป็นโรคทิ้งในภาชนะที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ แล็วโรยด้วยสารโรยตัวไหมหรือคลอรีนผง
3.5 เปอร์เซ็นต์ (คลอรีนผง 60 เปอร์เซ็นต์ 1 กิโลกรัม ผสมปูนขาว 17 กิโลกรัม)บนตัวหนอนไหมปกติ
* ในกรณีที่เกิดโรคระบาดนี้มากให้ฉีดพ่นสารละลายปูนขาว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตรปล่อยให้แห้ง
แล้วจึงอบด้วยสารละลายฟอร์มาลีน 3 เปอร์เซ็นต์
โรคแฟลคเซอรี่ (หัวส่อง)
สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย
การติดต่อ ทางปาก
ลักษณะอาการ
* สำรอกน้ำย่อยออกทางปาก
* ส่วนหัวมีลักษณะใส
* ลำตัวหดสั้นและนิ่ม เน่าและมีกลิ่นเหม็น
* มูลมีลักษณะเหลว
การป้องกันกำจัด
* อบโรงเลี้ยงไหมด้วยคลอรีน 0.6 เปอร์เซ็นต์
* เก็บหนอนไหมที่เป็นโรคทิ้งในภาชนะที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วโรยด้วยสารโรยตัวไหมหรือคลอรีนผง
3.5 เปอร์เซ็นต์บนตัวหนอนไหมปกติ
* ในกรณีที่เกิดโรคระบาดนี้มากให้ฉีดสารละลายปูนขาว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100
ที่มา: ศูนย์วิจัยหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ ฯ อุดรธานี