เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมระดับอุตสาหกรรม


หม่อน
การผลิตรังไหมและเส้นไหมของเกษตรกรในระดับอุตสาหกรรม จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ชื้นอยู่กับ
ปัจจัยหลายๆด้าน หม่อนเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจากเป็นพืชอาหารชนิดเดียวของไหม ใบหม่อนต้อง
มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอ เหมาะสมแก่หนอนไหมแต่ละวัย ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้
1. แหล่งปลูก
1.1 สภาพพื้นที่
* พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง
* ความลาดเอียงไม่ควรเกิน 30 เปอร์เซ็นต์
* ห่างไกลจากแหล่งลมพิษ
1.2 ลักษณะดิน
* ดินมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถระบายน้ำได้
* ความเป็นกรดด่างของดินระหว่าง 5.5-6.5
1.3 สภาพภูมิอากาศ
* อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 20-40 องศาเซลเซียส
* ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 800 มิลลิเมตรต่อปี การกระจายตัวของฝนดี
1.4 แหล่งน้ำ
* มีน้ำเพียงพอสำหรับแปลงหม่อน
2. พันธุ์ หม่อนพันธุ์ดีเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งสามารถเพิ่มคุณภาพและปริมาณใบหม่อนต่อ
หน่วยพื้นที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ปัจจุบันพันธุ์หม่อนที่แนะนำและส่งเสริมให้
ปลูกมีดังนี้
2.1 พันธุ์นครราชสีมา 60
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 3,600 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนทานต่อโรคราแป้ง
การขยายพันธุ์ : ติดตาหรือปักชำด้วยท่อนพันธุ์หม่อนจากกิ่งหม่อนอายุ 8 เดือน ชุบฮอร์โมน
เร่งราก (NAA) อัตรา 1,000 ppm.
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.2 พันธุ์บุรีรัมย์ 60
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 4,328 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนทานต่อโรคใบด่าง
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่ แต่เหมาะสมในพื้นที่เขตชลประทานหรือมีระบบ
การให้น้ำ
2.3 พันธุ์บุรีรัมย์ 51
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 1,960 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนทานต่อโรคใบด่างปานกลาง ทนแล้ง
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.4 พันธุ์ศรีสะเกษ 33
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนทานต่อโรคใบด่าง ใบร่วงช้า
การขยายพันธุ์ : ติดตาหรือปักชำด้วยท่อนพันธุ์หม่อนจากกิ่งหม่อนอายุ 8 เดือน ชุบฮอร์โมนเร่ง
ราก (NAA) อัตรา 1,000ppm.
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.5 พันธุ์สกลนคร
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนแล้งและโรครากเน่าได้ดีกว่าพันธุ์บุรีรัมย์ 60
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.6 พันธุ์หม่อนน้อย
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 1,750 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ใบอ่อนนุ่มเหมาะสมหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อน
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
2.7 พันธุ์คุณไพ
ผลผลิตใบหม่อน : เฉลี่ย 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ลักษณะดีเด่น : ทนแล้ง ทนทานต่อโรครากเน่า และตอบสนองปุ๋ยสูง
การขยายพันธุ์ : ปักชำหรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์ในแปลงโดยตรง ใช้กิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน
สภาพพื้นที่ปลูก : ปลูกได้ในทุกสภาพพื้นที่
3. การปลูก
3.1 การวางแผนการปลูกหม่อนเพื่อให้สอดคล้องกับการเลี้ยงไหม
* หม่อน 1 ไร่ เลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสม 2-3 แผ่นต่อปี (ไข่ไหม 1 แผ่น มีประมาณ
20,000 + 400 ฟอง)มีพื้นที่ปลูกหม่อนอย่างน้อย 6 ไร่ โดยเลี้ยงไหมรุ่นละ 2 แผ่น
แบ่งแปลงหม่อนออกเป็น 3 แปลง ละ 2 ไร่ สามารถเลี้ยงไหมได้ 6-9 รุ่นต่อปี
* แปลงหม่อนในพื้นที่ลาดเอียงควรปลูกในแนวเส้นระดับ ลักษณะเป็นเป็นขั้นบันได
3.2 การเตรียมพื้นที่
* ไถ่ลึก 30-40 เซนติเมตร ตากดินไว้ 5-7 วัน แล้วไถ่พรวน และปรับสภาพพื้นที่ให้
เหมาะสมกับการปลูกหม่อน
* รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก)อัตรา 1,000-3,000 กิโลกรัมต่อไร่
ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
3.3 ระยะการปลูก
* ระยะปลูกที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับการใช้เครื่องทุ่นแรงมาปฏิบัติงาน
ชนิด/ขนาดเครื่องทุ่นแรง ระยะระหว่างแถว(เมตร) ระยะระหว่างต้น(เมตร) จำนวนต้น/ไร่
1. รถฟาร์มแทรกเตอร์ไม่ต่ำกว่า 75 แรงม้า 3.0 0.75 711
2. รถฟาร์มแทรกเตอร์ไม่ต่ำกว่า 25 แรงม้า 2.5 0.75 853
3. รถไถเดินตาม 2.0 0.75 1,066
4. แรงงานคนและสัตว์ 1.5 0.75 1,422
3.4 วิธีปลูก ปลูกได้ 2 ลักษณะ คือ ท่อนพันธุ์ และกิ่งชำ
* การเตรียมท่อนพันธุ์ นำกิ่งพันธุ์ อายุ 6-10 เดือน ที่ปราศจากโรคและแมลง ตัดเป็น
ท่อน และละท่อนมีตา 4-5 ตา หรือความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ส่วนปลาย
ของท่อนพันธุ์ที่ปักลงในดินให้ตัดเฉียงเป็นปากฉลาม (45 องศา)
* การเตรียมกิ่งชำ ทำได้ 2 ลักษณะคือ ชำไว้ในแปลงเพาะชำ และชำไว้ในถุงชำ เมื่อ
กิ่งชำมีอายุ 4 เดือนขึ้นไป ย้ายลงปลูกในแปลง ก่อนปลูกควรมีการตัดแต่งรากและ
กิ่งที่แตกใหม่ให้เหลือประมาณ 20 เซนติเมตร
* การปลูก
1) ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ ปักตรงลึกลงในดิน 3/4 ของท่อนพันธ์ หลุมละ 2 ท่อนหรือ
ปลูกด้วยกิ่งชำ หลุมละ 1 ต้น
2) ในพื้นที่ที่ไม่สามารถให้น้ำได้ ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
4. การดุแลรักษา
4.1 การใส่ปุ๋ย
* ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อย่างน้อย 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี หลังจากการตัดต่ำ โดย
การหว่านหรือใส่ในร่องระหว่างแถว แล้วพรวนกลบ
* ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี โดยแบ่งใส่ 3 ครั้งเท่าๆกัน
หลังการตัดแต่ง แล้วพรวนกลบ
4.2 การปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน
* หว่านปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ ในอัตรา 150-200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี หลังตัดต่ำ
4.3 การรักษาความชื้นในดิน
* ในกรณีที่มีแหล่งน้ำ ควรให้น้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพและชนิดของดิน
* กรณีที่ไม่มีแหล่งน้ำ เมื่อหมดฝนแล้ว ควรไถพรวนหน้าเดิน แล้วคลุมด้วยวัสดุคลุม
ดิน เช่น ฟางข้าว เศษวัชพืช วัสดุคลุมดินอื่นๆ
4.4 การกำจัดวัชพืช
* ปลูกพืชคลุมดิน และหรือ ใช้วัสดุคลุมดิน
* ใช้สารเคมี ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง หลังจากการตัดแต่งหม่อน
4.5 การตัดแต่งและเก็บเกี่ยว
* การตัดแต่งในปีแรก หม่อนต้องมีอายุอย่างน้อย 6 เดือน ในปีที่ 2 เป็นต้นไป ให้มี
การตัดแต่ง ปีละ 3 ครั้ง ดังนี้
1) การตัดต่ำ มีการตัดปีละครั้ง แปลงที่ 1 ควรตัดในช่วงเดือนมีนาคม แปลงที่ 2 เดนเมษายน
แปลงที่ 3 เดือนพฤษภาคม (ช่วงเวลาการตัดแต่งขึ้นอยู่กับความชื้นในดิน)โดยตัดให้ต้นตอ
สูงจากพื้นดิน 25-30 เซนติเมตร ในปีต่อๆไป ตัดเหนือรอยตัดเดิม 1-2 เซนติเมตร หลังจาก
ตัดประมาณ 90-105 วัน เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหมโดยวิธีตัดกลาง
2) การตัดกลาง ตัดสูงจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร หลังจากตัดประมาณ 60-75 วัน (ฤดูฝน)
หรือ 60-75 วัน เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหมโดยวิธีตัดกิ่งแขนง
3) การตัดแขนง ตัดสูงเหนือรอยเดิม 5-10 เซนติเมตร หลังจากตัดประมาณ 60-75 วัน(ฤดูฝน)
หรือ 60-90 วัน (ฤดูหนาว)เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหมโดยวิธีตัดกิ่งแขนง
5. โรค แมลงศัตรูหม่อน และการป้องกันกำจัด
โรคหม่อนที่สำคัญมีหลายชนิดที่ทำลาย กิ่ง ใบ ลำต้น และราก ซึ่งจะทำให้ผลผลิตใบลดลง หาก
โรคระบาดรุนแรง หม่อนจะตายทั้งต้น โรคที่พบระบาดรุนแรง จะพบระบาดในช่วงฤดูกาลต่างๆ
กันมีดังนี้
5.1 โรคหม่อนที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
โรครากเน่า (Root Rot)
สาเหตุ : ยังไม่ทราบสาเหตุ
ช่วงเวลาระบาด : ตลอดปี ละระบาดรุนแรงในฤดูฝน
อาการของโรค : ใบเหี่ยวจากยอดลงมาคล้ายถูกน้ำร้อนลวกรากเปื่อยเน่าสีน้ำตาลปนดำ
การป้องกันกำจัด
* ปลูกหม่อนพันธุ์ที่ทนทานโรครากเน่า เช่น สกลนคร หม่อนไผ่ ละคุณไพ ในเขต
พื้นที่ที่มีการระบาดกรณีเกษตรกรต้องการเพิ่มผลผลิตให้ติดตาพันธุ์ดี
โรคราสนิม (RED Rust)
สาเหตุ : เชื้อรา Aecidium mori
ช่วงเวลาระบาด : ปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาวที่มีอากาศเย็นและชื้น
อาการของโรค : เป็นแผลรูปวงกลมหรือรูปไข่บริเวณผิวด้านล่างของใบหม่อน ถ้าระบาดรุนแรง
ใบจะมีสีเหลืองและร่วงหล่น
การป้องกันกำจัด
* ช่วงที่มีการระบาดรุนแรงตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง
* ในช่วงที่มีการระบาดควรปลูกหม่อนให้มีระยะปลูกห่างมากกว่าปกติหรือใช้พันธุ์
หม่อนที่ทนทานได้แก่ พันธุ์คุณไพ
โรคใบร่วง
สาเหตุ : เชื้อไวรัส Fig Mosaic Virus (FMV)
ช่วงเวลาระบาด : ตลอดปี
อาการของโรค : ใบมีลักษณะด่างและบิดเบี้ยว
การป้องกันกำจัด
* ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค
* ทำลายต้นหม่อนที่แสดงอาการของโรคใบด่าง
* ปลูกพันธุ์หม่อนที่ทนทานโรคใบด่าง เช่น พันธุ์บุรีรัมย์ 60 ศรีสะเกษ 33
* กำจัดแมลงที่เป็นพาหะของโรคใบด่าง เช่น เพลี้ยอ่อน
* ควรทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคเครื่องมือตัดแต่งกิ่ง
โรคไหม้(Bacterial Blight)
สาเหตุ : เชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas mori
ช่วงเวลาระบาด : ฤดูฝน
อาการของโรค : ใบที่เป็นโรคเป็นจุดสีเทาเล็กๆฉ่ำน้ำและขยายเป็นแผลสีเหลืองปนน้ำตาลใบจะ
เหลืองแห้งร่วงหล่นถ้าเกิดบนกิ่งจะเป็นรอยแผลสีน้ำตาลปนดำเมื่อมีอาการรุนแรงกิ่งจะหัก เกิด
รอยจุดเป็นขุยสีน้ำตาล
การป้องกันกำจัด
* ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง ทำให้การถ่ายเทอากาศดี และแสงแดดส่องถึง
* เก็บใบและกิ่งที่เป็นโรคเผาทำลาย
โรคราแป้ง (Powdery Mildew)
สาเหตุ : เชื้อรา Phyllactinia corylea (Pers)Karst.
ช่วงเวลาระบาด : ปลายฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาวที่มีอากาศชื้น
อาการของโรค : เป็นผงสีขาวคล้ายแป้งอยู่ใต้ใบต่อมาจะกลายเป็นจุดสีเหลือง และสีน้ำตาลใบร่
วง
การป้องกันกำจัด
* ปลูกหม่อนที่ทนทาน ได้แก่ พันธุ์นครราชสีมา 60
5.2 แมลงศัตรูหม่อนที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
เพลี้ยไฟ (Thrips)
ช่วงเวลาระบาด : ช่วงหน้าแล้งหรือฝนทิ้งช่วง
ลักษณะการทำลาย : ดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใบอ่อน ทำให้ใบหยาบกร้าน ขอบใบม้วนขึ้นบน
การป้องกันกำจัด
* ระยะฝนทิ้งช่วงควรใช้น้ำฉีดพ่นบริเวณ ใต้ใบเพื่อให้ตัวอ่อนหล่นออกจากใบ จะลด
ความเสียหายได้มาก
* ใช้ใบกระเพาหรือใบโหรพา น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำ 1 ปี๊บ (20
ลิตร) หมักทิ้งไว้ 1คืน กรองเอากากออก นำน้ำหมักฉีดพ่นในแปลงหม่อน
 ปลูกหม่อนที่ทนทาน เช่น พันธุ์นครราชสีมา 60 และพันธุ์ศรีสะเกษ 33
 ใช้ด้วงเต่าลายทำลายตัวอ่อนของเพลี้ยไฟ
แมลงหวี่ขาว (White Fly)
ช่วงเวลาระบาด : ช่วงหน้าแล้ง
ลักษณะการทำลาย : ดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใบอ่อน ทำให้ใบสีเหลืองซีด และขับถ่ายน้ำหวานออก
มาซึ่งเป็นอาหารของเชื้อรา ทำให้ใบแก่มีสีดำ
การป้องกันกำจัด
* ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองขนาด 30x30 ตารางเซนติเมตร นำไปปักไว้ระหว่างแถว
หม่อน ระยะห่าง 5-10 เมตร สูงเท่าระดับยอดหม่อน
* ใช้ใบกระเพาหรือใบโหระพา น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำ 1 ปี๊บ (20
ลิตร) หมักทิ้งไว้ 1 คืน กรองเอากากออก นำน้ำหมักไปฉีดพ่นในแปลงหม่อน
ด้วงเจาะลำต้นหม่อน (Stem Borer)
ช่วงเวลาระบาด : ฤดูฝน
ลักษณะการทำลาย : ตัวเต็มวัยกัดกินและวางไข่ที่กิ่งหม่อนเมื่อไข่ฟักตัวเป็นตัวหนอนจะกินเนื้อ
ไม้ภายในลำต้น สักเกตได้จากขุยของเนื้อไม้บริเวณโคนต้น
การป้องกันกำจัด
* ตรวจดูแปลงหม่อนที่มีการระบาด ถ้าพบไข่ใช้ไม้แหลมทำลาย
* ในช่วงที่เป็นตัวหนอนออยู่ในลำต้นให้ใช้น้ำเกลือฉีดเข้าไปในรูที่หนอนเจาะทำลาย
* ทำลายตัวเต็มวัย
เพลี้ยแป้ง (Mealy Bug)
ช่วงเวลาระบาด : ฤดูฝน
ลักษณะการทำลาย : ดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนยอดและเส้นใบทำให้ใบหยิกงอและแคระแกร็น
การป้องกันกำจัด
* ตัดกิ่งที่มีเพลี้ยแป้งเผาทำลาย
ปลวก (Termiters)
ช่วงเวลาระบาด : ตลอดปี
ลักษณะการทำลาย : กัดกินเนื้อไม้และราก
การป้องกันกำจัด
* ทำลายรังปลวกและใช้สารเคมีกำจัดปลวกในระยะการเตรียมดินก่อนปลูกหม่อน
หอยทาก (Snail)
ช่วงเวลาระบาด : ฤดูฝน
ลักษณะการทำลาย : กัดกินใบอ่อนและตาที่แตกใหม่
การป้องกันกำจัด
* เก็บทำลาย โรคปูนขาว หรือใช้เหยื่อพิษ เช่น เมทัลดีไฮด์
ไหม
1. แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหม
1.1 สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงไหม ควรเป็นสถานที่ไม่มีฝนตกชุกตลอดปีอุณหภูมิ
ไม่ควรสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-90 เปอร์เซ็นต์
1.2 โรงเลี้ยงไหมต้องห่างไกลจากแหล่งที่ทำให้เกิดมลพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม
2. สถานที่เลี้ยงไหม
2.1 โรงเลี้ยงไหม
1. สร้างเป็นเอกเทศห่างจากบ้านพักอาศัยและคอกสัตว์พอสมควรเพื่อสะดวกต่อการทำ
ความสะอาด ป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูไหมได้
2. ควรสร้างในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก และปลูกต้นไม้ยืนต้นรอบๆเพื่อลดอุณหภูมิ
3. มีการถ่ายเทอากาศดี
4. หลังคาควรเลือกใช้วัสดุที่เป็นฉนวนกันความร้อนและน้ำได้ดี พื้นห้องควรใช้คอนกรีต
ผนังห้องก่ออิฐฉาบปูนสูงจากพื้นประมาณ 40 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือบุด้วยมุ้งลวด
หรือมุ้งไนล่อนเป็นผนังถึงระดับเพดานห้อง ด้านนอกปิดทับด้วยป้าหรือพลาสติกที่
สามารถม้วนเก็บได้เมื่อต้องการให้มีการระบายอากาศ และปิดในเวลาฉีดอบสารเคมีฆ่า
เชื้อโรคหรือเพื่อป้องกันแสง
5. ควรมีห้องเก็บใบหม่อนสำหรับการเลี้ยงไหมได้ 2 มื้อ และควรอยู่ด้านทิศตะวันออก
6. มีห้องมืดขนาด 1.0x1.5 เมตร สำหรับดักแมลงวันลาย
2.2 ขนาดโรงเลี้ยงไหม มีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับจำนวนไหมที่ต้องการเลี้ยง เช่น
* โรงเลี้ยงไหมขนาด 6x8 ตารางเมตร เลี้ยงไหมได้ 2-3 แผ่น (1 แผ่น=20,000ตัว)
* โรงเลี้ยงไหมขนาด 8x12 ตารางเมตร เลี้ยงไหมได้ 4-6 แผ่น (1 แผ่น=20,000ตัว)
2.3 ชั้นเลี้ยงไหม ขนาดของชั้นเลี้ยงไหมขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเลี้ยงไหม และความสะดวกใน
การปฏิบัติ เช่น
* โรงเลี้ยงไหมขนาด 6x8 ตารางเมตร ใช้ชั้นเลี้ยงไหมขนาด 1.5x6 ตารางเมตร( 3 ชั้นย่อย
2 แถว)
* โรงเลี้ยงไหมขนาด 8x12 ตารางเมตร ใช้ชั้นเลี้ยงไหมขนาด 2x10 ตารางเมตร( 3 ชั้นย่อย
2 แถว)ชั้นเลี้ยงแต่ละชั้นควรสูงห่างกัน 70-75 เซนติเมตร ชั้นล่างห่างจากพื้น 30 เซนติ
เมตร
3. วัสดุ อุปกรณ์การเลี้ยงไหม
วัสดุและอุปกรณ์การเลี้ยงไหมที่จำเป็นสำหรับเลี้ยงไหมจากไข่ไหม พันธุ์ลูกผสม 1 แผ่น
(ประมาณ 20,000 ฟอง) ดังนี้
* เครื่องวัดอุณหภูมิความชื้นสัมพันธ์ 1ชุด
* มีดและเขียง (หรือเครื่องหั่นใบหม่อน) 1ชุด
* เครื่องฉีดพ่นฟอร์มาลีน 1เครื่อง
* กรรไกรตัดกิ่งกิ่งหม่อน 1อัน
* เครื่องลอกปุยไหม 1ชุด
* เครื่องชัง ขนาด 50 กิโลกรัม 1เครื่อง
* กระบะเลี้ยงไหมวัยอ่อน ขนาด 9010012 เซนติเมตรหรือกระดาษพาราฟิน4กล่อง
* ตะแกรงร่อน (ชนิดตาถี่) 1ใบ
* ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยอ่อน 10 ผืน
(ขนาดช่องตาข่าย 1x1 ตารางเซนติเมตร) ขนาด 100x80 เซนติเมตร
* จ่อหมุน 15ชุด
* หรือจ่อลวด / จ่อพลาสติก 70ผืน
* ถังน้ำขนาด 200 ลิตร 1ใบ
* รองเท้าแตะ 2คู่
* เข่งหรือตะกร้าเก็บใบหม่อน 2ใบ
* กะละมังใส่ใบหม่อนสำหรับเลี้ยงไหม 4ใบ
* ผ้าคลุมหม่อน (ขนาด 1x1.5 เมตร) 10ผืน
* ขนไก่/ขนเป็ดสีขาว 2อัน
* ตะเกียบไม้ไผ่ 2คู่
* ปูนขาวชนิดผงละเอียด หรือ แกลบเปา 5-10กิโลกรัม
* สารโรยตัวไหม (พาราฟอร์มาดีไฮด์ 3 เปอร์เซ็นต์) 1-2กิโลกรัม
* น้ำคลอรีน 0.6 เปอร์เซ็นต์ (คลอนรีนผง 60 เปอร์เซ็นต์ 1กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตร)หรือ
ฟอร์มาลีน 3 เปอร์เซ็นต์ (ฟอร์มาลีน 37 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 1 ส่วน ผสมน้ำ 12 ส่วน)
ใช้ฉีดพ่น อัตรา 1 ลิตรต่อตารางเมตร
* มุ้งไนล่อน (มุ้งเขียว) 16ตารางเมตร
* กระดาษรองจ่อ 5กิโลกรัม
* ผงซักฟอก 1-2กิโลกรัม
* สบู่ล้างมือ 1ก้อน
* เชือกเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร ตามความยาวของชั้นเลี้ยงไหม 6 เส้น หรือตาข่าย
ถ่ายมูลสำหรับถ่ายมูลไหมวัยแก่ 40 ผืน
(ขนาดช่องตาข่าย 3x3 ตารางเซนติเมตร) ขนาด 80 เซนติเมตร x 100 เซนติเมตร
4. พันธุ์ไหม
4.1 พันธุ์ลูกผสม
1) พันธุ์ไหมจากบริษัทที่เชื่อถือได้และปลอดโรคที่ติดต่อผ่านทางไข่
2) พันธุ์ไหมของสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯที่แนะนำและส่งเสริมให้
เกษตรกรเลี้ยง เช่น พันธุ์นครราชสีมาลูกผสม 1
4.2 การสั่งจองและรับไข่ไหม
1) จัดทำแผนการเลี้ยงไหมตลอดปีกับแหล่งผลิตไข่ไหม โดยแจ้งชื่อ ที่อยู่ วัน เดือน ปี ที่
เลี้ยงแต่ละรุ่น จำนวนไข่ไหม ส่งให้ทราบล่วงหน้าช่วงต้นปี
2) การยืนยันไข่ไหมทุกรุ่น ควรแจ้งก่อนการเลี้ยงไหมอย่างน้อย 15วัน
3) การรับไข่ไหม ควรตรงเวลา และปฏิบัติตามความแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยเคร่งครัด
4) การขนส่งไข่ไหม ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเช้าหรือช่วงเย็น
5) ในกรณีรับไข่ไหมจากสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ให้ปฏิบัติตามระ
เบียบของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการรับไข่ไหมจากส่วนราช
การในการจำหน่ายจ่ายแจกพันธุ์
5. วิธีเลี้ยงไหม
5.1 การเตรียมการเลี้ยงไหม
1) เตรียมสวนหม่อน ไข่ไหมพันธุ์ลูกผสม 1 แผ่น (20,000 ตัว)ปริมาณใบหม่อนในการเลี้ยง
ประมาณ 500-600 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับพันธุ์ไหมที่ใช้เลี้ยง โดยหม่อนสำหรับการเลี้ยง
ไหมวัยอ่อนเตรียมก่อนเลี้ยงประมาณ 30-40 วัน ส่วนหม่อนสำหรับการเลี้ยงไหมวัยแก่
เตรียมก่อนเลี้ยงประมาณ 60-90 วัน
2) ทำความสะอาดโรงเลี้ยงไหมและอุปกรณ์ต่างๆโดยการล้างทำความสะอาด นำไปผึ่ง
แดดฆ่าเชื้อโรค นำไปฉีดอบด้วยน้ำคลอรีน 0.6 เปอร์เซ็นต์ หรือฟอร์มาลีน 3 เปอร์เซ็นต์
โดยอบทิ้งไว้อย่างน้อย 2 วัน แล้วเปิดโรงเลี้ยงระบายอากาศก่อนการเลี้ยงไหมอย่างน้อย
1 วัน
3) เตรียมสารโรยตัวไหม เพื่อฆ่าเชื้อโรค 1-2 กิโลกรัมต่อแผ่น และแกลบเผาสำหรับโรย
บนตัวไหมเพื่อลดความชื้นช่วงเวลาไหมนอนและไหมตื่นทุกวัย
4) เตรียมภาชนะใส่เศษใบหม่อน และมูลไหม
5.2 การเลี้ยงไหม
5.2.1 การเลี้ยงไหมแรกฟัก
1) เปิดห่อกระดาษดำหรือผ้าดำให้ไข่ไหมได้รับแสงสว่างเวลา 05.00-10.00 น. ไข่
ไหมจะฟักออกเป็นตัวทั้งหมด
2) เปิดกระดาษห่อไข่ไหม โรยสารโรยตัวไหมประมาณ 1 กรัมต่อตารางฟุต ทิ้งไว้
10-15 นาที เพื่อป้องกันโรคไหม
3) โรยใบหม่อนสำหรับไหมแรกฟักที่หั่นเตรียมไว้ประมาณ 30-40 กรัมต่อแผ่น
แล้วทิ้งไว้ 15-30 นาที
4) คว่ำแผ่นไข่ไหมและเคาะแผ่นไข่ไหมเบาๆให้หนอนไหมตกลงตรงกระดาษ
รองเลี้ยงไหม แล้วใช้ขนไก่ปัดรวมเป็นกอง ใช้ตะเกียบคีบกระจายตัวหนอน
ไหมให้มีขนาดพื้นที่ 1.5-2เท่าของแผ่นไข่ไหม
5) โรยใบหม่อนที่หั่นขนาด 0.5x0.5 เซนติเมตร ประมาณ 60-80 กรัม ให้สม่ำเสมอ
6) ใช้ฟองน้ำชุบน้ำบีบหมาดๆมาวางรอบพื้นที่เลี้ยงไหม เพื่อรักษาความชื้น
7) ใช้กระดาษพาราฟินคลุมกระบะเลี้ยงไหมวัยอ่อน
5.2.2 การเลี้ยงไหมวัยอ่อน (1-3)
วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(ตารางเมตร) ปริมาณ
อาหาร
ต่อวัย
(กิโลกรัม) 1 (28C,90%) 1 10.00 น. 16.00 น.  เลี้ยงไหมแรกฟัก จัดพื้นที่เลี้ยง  การะจายตัวไหม 0.4 2 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ขยายพื้นที่เลี้ยงไหม 0.8 ตารางเมตร  กระจายตัวไหม  กระจายตัวไหม 0.8 3 06.00 น. 11.00 น.  โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล 1 วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(ตารางเมตร) ปริมาณ
อาหาร
ต่อวัย
(กิโลกรัม) 16.00 น.  ยกตาข่าย ขยายพื้นที่เป็น 1 ตารางเมตร 4 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  โรยปูนขาว ไหมนอน 1 คัดหนอนไหมไม่สมบูรณ์ทิ้ง เปิดกระดาษพาราฟิน  ไหมนอน  ไหมนอน 1 2 (27C,85%) 5 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ไหมตื่นโรยสารโรยตัวไหมวางตาข่ายถ่ายมูล  ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 1.6 ตารางเมตร  กระจายตัวไหม 1.6 2.5
6 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 2 ตารางเมตร  โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล  ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 2.4ตารางเมตร 2.4 7 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  โรยปูนขาวไหมนอน 2 คัดหนอนไหมไม่สมบูรณ์ทิ้ง เปิดกระดาษพาราฟิน  ไหมนอน ลกความชื้น  ไหมนอน ลดความชื้น 2.4 3 (26C,80%) 8 06.00 น. 11.00 น.  ไหมตื่น โรยสารโรยตัวไหมวางตาข่ายถ่ายมูล  ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหม เป็น 3 ตารางเมตร 3 16.00 น.  กระจายตัวไหม 9 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 4 ตารางเมตร  กระจายตัวไหม  กระจายตัวไหม 4 10 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ขยายพื้นที่เลี้ยงไหม  โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล  ยกตาข่ายถ่ายมูล และขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 6 ตารางเมตร 6 11 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  โรยปูนขาว ไหมนอน 3 คัดหนอนไหมไม่สมบูรณ์ทิ้ง เปิดกระดาษพาราฟิน  ไหมนอน ลดความชื้น  ไหมนอน ลดความชื้น 6 หมายเหตุ : ใบหม่อนสำหรับการเลี้ยงไหมวัยอ่อน ควรเก็บใบหม่อนให้เหมาะสมกับวัย ดังนี้
* วัยที่ 1 เก็บใบใต้ยอดลงมาใบที่ 1-3 หรือ เด็ดยอดนำมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 0.5 ถึง 1
เซนติเมตร
* วัยที่ 2 เก็บใบต่ำลงมาใบที่ 4-6 หรือ ใช้กรรไกรตัดกิ่งใบที่ 1-6 นำมาหั่นให้มีความกว้าง 1.5-2.0
เซนติเมตร
* วัยที่ 3 เก็บใบต่ำลงมาใบที่ 7-10 หรือ ใช้กรรไกรตัดกิ่งใบที่ 1-10 หรือ ตัดใบกิ่งสีเขียวนำมาหั่น
ให้มีความกว่าง 3-4 เซนติเมตร
นอกจากนี้ยังมีวิธีการเลี้ยงไหมวัยอ่อนโดยใช้หม่อนเป็นแขนงมาหั่นให้ จากกรณีดังกล่าวจะมีการตัดส่วน
ยอดของแขนงที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าดังต่อไปนี้ คือ สำหรับหนอนไหมวัย 1 จะตัดส่วนยอดของแขนง
ประมาณ 1/3 ของความยาว สำหรับไหมวัย 2 ตัดแขนง 2/3 ของความยาว ส่วนหนอนไหมวัยที่ 3 จะใช้
แขนงดังกล่าวทั้งหมด นำมาหั่นให้มีความยาว 1 เซนติเมตร สำหรับไหมวัย 1 ประมาณ 2 เซนติเมตร
สำหรับไหมวัย 2 และ4 เซนติเมตร สำหรับไหมวัย 3
5.2.3 การเลี้ยงไหมวัยแก่ (วัย 4-5)
วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(ตารางเมตร) ปริมาณ
อาหารต่อวัย
(กิโลกรัม)
4 (25c,70%) 12 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ไหมตื่น โรยสารโรยตัวไหมวางตาข่ายถ่ายมูล  ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เป็น 8 ตารางเซนติเมตร  กระจายตัวไหม 8 60
13 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ขยายพื้นที่เป็น 9 ตารางเซนติเมตร  กระจายตัวไหม  กระจายตัวไหม 9 14 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  โรยปูนขาว วางตาข่ายถ่ายมูล  ยกตาข่ายถ่ายมูล ขยายพื้นที่เป็น10 ตารางเซนติเมตร  กระจายตัวไหม 10 15 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  โรยปูนขาว ไหมนอน 4 คัดหนอนไหมไม่สมบูรณ์  ไหมนอน ลดความชื้น  ไหมนอน ลดความชื้น 10 16 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ไหมนอน ลดความชื้น  ไหมตื่น โรยสารโรยตัวไหมวางตาข่ายหรือเชือกเตรียมถ่ายมูล 12 5 (25c,70%) 17 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ถ่ายมูล ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 14 ตารางเมตร 14 520
วัย(อุณหภูมิ,ความชื้นสัมพัทธ์) เวลา เวลาการให้อาหาร การปฏิบัติการเลี้ยงไหมนอกจากการให้อาหาร ขนาดพื้นที่เลี้ยงไหม(ตารางเมตร) ปริมาณ
อาหาร
ต่อวัย
(กิโลกรัม)
5 (25c,70%) 18 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 18 ตารางเมตร   โรยปูนขาว 18 19 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  ขยายพื้นที่เลี้ยงไหมเป็น 20 ตารางเมตร  20 20 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.  เตรียมแรงงานและอุปกรณ์ให้ไหมทำรัง  21 06.00 น. 11.00 น. 16.00 น.   เก็บไหมสุก  เก็บไหมสุก หมายเหตุ : ใบหม่อนสำหรับการเลี้ยงไหมวัยแก่ (วัยที่ 4 และวัยที่ 5) ควรเป็นใบหม่อนที่แก่กว่าการเลี้ยง
ไหมวัยอ่อน สด มีคุณภาพ และปริมาณเพียงพอ และควรเลี้ยงด้วยใบหม่อนทั้งกิ่ง
5.2.4 ปัญหา สาเหตุ และวิธีการแก้ไขปัญหาการเลี้ยงไหมวัยอ่อนและวัยแก่
ปัญหา สาเหตุ การแก้ไข
1. หนอนไหมเจริญเติบโตสม่ำเสมอ 1.1 เลี้ยงไหมหนาแน่นเกินไปการขยายพื้นที่ไม่สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของหนอนไหม 1.2 ให้ใบหม่อนไม่ส่ำเสมอ 1.3 การเริ่มให้อาหารมื้อแรกในแต่ละวัยไม่ถูกต้อง 1.1 ขยายพื้นที่เลี้ยงไหม และกระจายตัว
ไหมให้เหมาะสมในแต่ละวัย
1.2 ให้ปริมาณใบหม่อนกับหนอนไหม
อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ
1.3 ควรให้อาหารเมื่อไหมตื่นอย่างน้อย
80 เปอร์เซ็นต์
2. หนอนไหมเป็นโรค 2.1 สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสูง หรือไหมได้รับเชื้อที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค 2.2 การเลี้ยงไหมไม่ถูกสุขลักษณะ 3.1 หนอนไหมได้รับสารพิษจากสารเคมีทางการเกษตร 2.1 ให้ใบหม่อนที่มีคุณภาพมีปริมาณ
เหมาะสมกับไหมแต่ละวัย เปิดหน้าต่าง
โรงเลี้ยง ให้มีการถ่ายเทอากาศ โรยปูน
ขาวหรือแกลบเผาในชั้นเลี้ยงไหมเพื่อ
ลดความชื้นและในกรณีที่หนอนไหม
ตายให้คีบทิ้งในสารละลายฟอร์มาลีน 3
เปอร์เซ็นต์ แล้วนำไปฝังดินเพื่อป้องกัน
การแพร่ระบาดของโรค
2.2 ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคโรงเลี้ยง
ไหม และอุปกรณ์การเลี้ยงไหมทุกครั้ง
ผู้ที่เลี้ยงไหมต้องล้างมือให้สะอาดและ
เปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าโรงเลี้ยง
3.1 ให้ใบหม่อนใหม่ที่ชุบสารละลายกลู
โคส
อัตรา 50 กรัมผสมน้ำ 1 ลิตร ให้ไหมกิน
และวางตาข่ายถ่ายใบหม่อนเก่าทิ้ง
5.3 วิธีเก็บไหม
เมื่อหนอนไหมวัย 5 มีอายุ 6-7 วัน หนอนไหมจะสุก พร้อมที่จะทำรัง โดยมีลักษณะดังนี้
* มูลไหมมีขนาดใหญ่ นิ่ม มีสีเขียว
* ไม่กินใบหม่อน
* ลำตัว หดสั้น โปร่งแสง
* เริ่มพ่นเส้นใยออกจากท่อใกล้ปาก
* ทำการเก็บไหมสุก โดยเก็บทีละตัว ในช่วงแรกๆที่ไหมสุก เมื่อไหมสุกจำนวนมาก
ให้เก็บโดยเขย่ากิ่งหม่อนให้ไหมสุกหล่นลงบนพื้นที่รองด้วยกระดาษ
* นำไหมสุกเก็บใส่จ่อหมุน 1,300 ตัวต่อชุด จ่อลวดหรือจ่อพลาสติก 250 ตัวต่อจ่อ
* นำจ่อเหล่านี้ไปเก็บไว้ ในที่มีอุณหภูมิถ่ายเทได้ดี มีอุณหภูมิ 24-25 องศาเซลเซียส
ความชื้นสัมพันธ์ที่เหมาะสม ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์
* ในกรณีที่ใช้จ่อลวดหรือจ่อพลาสติกต้องลอกกระดาษรองจ่อออกหลังจากไหมทำรัง
แล้ว 2 วัน เพื่อป้องกันรังเปื้อน และความชื้นจากปัสสาวะของหนอนไหม
6. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
6.1 การเก็บเกี่ยวรังไหม
1) เวลาเก็บเกี่ยว : หลังจากหนอนไหมเข้าทำรังแล้ว 5 วัน
2) วิธีการเก็บเกี่ยว
 เก็บหนอนไหมที่ตาย ไม่ทำรัง และรังไหมที่ดักแด้ตายในรังออกก่อน
 ระวังไม่ให้สิ่งปนเปื้อนจากรังเลียถูกรังดี
 ไม่โยนรังไหมลงพื้น
 ไม่กองรังไหมทับกันหนาเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความร้อนและความชื้นซึ่ง
มีผลต่อคุณภาพรังไหม
6.2 การคัดเลือกรังไหม
เมื่อเก็บรังไหมเสร็จแล้ว ควรคัดเลือกรังเสียออกจากรังดี รังเสีย ได้แก่ รังแฝด รังที่ติดข้างจ่อ
รังเปื้อนภายนอก รังเปื้อนภายใน รังที่มีหัวท้ายบาง รังที่ผิดรูปร่าง รังบาง รังหลวม และรังที่
มีรูเจาะ
6.3 การลอกเปลือกรังไหม
* คัดเลือกรังเสียบางชนิดออกก่อน เพื่อป้องกันรังเปื้อน
* ใช้เครื่องลอกปุยไหม ลอกปุยไหมส่วนที่หุ้มเปลือกนอกออก
6.4 การขนส่งรังไหมสดเพื่อจำหน่าย
* บรรจุรังไหมในถุงผ้าหรือถุงตาข่าย ขนาด 40x80 เซนติเมตร จำนวน 10-15 กิโล
กรัมต่อถุง
* อย่าวางถุงรังไหมซ้อนกันเกิน 3 ชั้น เพราะรังไหมจะถูกทับแบน
* อย่าให้รังไหมหลังถูกแสงแดด และฝนโดยตรง
* ขนส่งรังไหมหลังจากไหมสุกไม่เกิน 8 วันนานกว่านี้น้ำหนักรังไหมจะลดลง
7. โรคไหม-แมลงศัตรูไหมและการป้องกันกำจัด
1) เกิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง ความเป็นพิษอันเนื่องมาจากสารเคมี
2) เกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว เป็นต้น
โรคเพบริน (ตัวหด)
สาเหตุ : เชื้อโปรโตซัว
การติดต่อ : ทางปาก ทางไข่
ลักษณะอาการ
* เจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ
* นอนช้ากว่าปกติ
* ลำตัวหดสั้น แคระแกร็น
การป้องกันกำจัด
* รับไข่ไหมที่ปลอดโรคจากหน่วยงานราชการ และแหล่งผลิตที่เชื้อถือได้
โรคแฟลคเซอรี่ (หัวส่อง)
สาเหตุ : เชื้อแบคทีเรีย
การติดต่อ : ทางปาก
ลักษณะอาการ
* สำรอกน้ำย่อยออกทางปาก
* ส่วนหัวมีลักษณะใส
* ลำตัวหดสั้นและนิ่ม เน่าและมีกลิ่นเหม็น
* มูลมีลักษณะเหลว
การป้องกันกำจัด
* อบโรงเลี้ยงไหมด้วยคลอรีน 0.6 เปอร์เซ็นต์
* เก็บหนอนไหมที่เป็นโรคทิ้งในภาชนะที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วโรยด้วยสารโรยตัวไหมหรือ
คลอรีนผง 3.5 เปอร์เซ็นต์บนตัวหนอนไหมปกติ
* ในกรณีที่เกิดโรคระบาดนี้มากให้ฉีดสารละลายปูนขาว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตร
ปล่อยให้แห้งแล้วอบด้วยสารละลายฟอร์มาลีน 3 เปอร์เซ็นต์
โรคแอสเปอร์จิลลัส (หูด)
สาเหตุ : เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส
การติดต่อ : ทางผิวหนัง
* พบจุดสีดำบนตัวหนอนไหม
* อวัยวะขับถ่ายยื่นออกมา
* ลอกคราบไม่หมด
* มีเส้นใยของราคลุมซากหนอนไหม
การป้องกันกำจัด
* อบโรงเลี้ยงไหมด้วยคลอรีน 0.6 เปอร์เซ็นต์
* เก็บหนอนไหมที่เป็นโรคทิ้งในภาชนะที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วโรยด้วยสารโรยตัวไหมหรือ
คลอรีนผง 3.5 เปอร์เซ็นต์บนตัวหนอนไหมปกติ
* ในกรณีที่เกิดโรคระบาดนี้มากให้ฉีดสารละลายปูนขาว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตร
ปล่อยให้แห้งแล้วอบด้วยสารละลายฟอร์มาลีน 3 เปอร์เซ็นต์
* ถ่ายเทอากาศในโรงเลี้ยง
โรคมัสคาดีน
สาเหตุ : เชื้อรามัสคาดีน
การติดต่อ : ทางผิวหนัง
ลักษณะอาการ
* กินอาหารน้อยลง
* ผิวหนังของหนอนไหมมีจุดสีดำ
* ซากแข็งคล้ายมัมมี่สีต่างๆชนิดของเชื้อที่เข้าทำลาย
การป้องกันกำ
ที่มา: ศูนย์วิจัยหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ ฯ อุดรธานี